คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จับมือกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ จัดเวทีสาธารณะ “อวสานทีวีเด็กไทย! ยอมแพ้ หรือ ไปต่อ”

เพราะฉะนั้นทีวีหรือโทรทัศน์ จึงยังเป็นสิ่งสำคัญในการที่จะทำให้คนเข้าถึงสื่อต่างๆได้มากขึ้น ในตอนนี้ถึงแม้ว่าจะมีกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ขึ้นมาเพื่อช่วยในเรื่องสื่อ แต่จุดเน้นในการพัฒนาเด็กในบ้านเราก็ยังไม่แข็งแรงพอ ขอยกตัวอย่างในต่างประเทศในประเทศที่พัฒนาแล้ว เขาจะมีช่องสำหรับเด็กในสัดส่วนที่ค่อนข้างมาก เพราะเขาต้องการที่จะพัฒนาบุคลากรตั้งแต่เด็ก ให้เติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพในอนาคต แต่บ้านเรายังมีน้อยมาก และยังอยู่ในช่วงที่ไม่เหมาะสมด้วยซ้ำ อีกทั้งผู้ผลิตก็กังวลในเรื่องของสปอนเซอร์ และการวัดเรทติ้งทำให้มีข้อจำกัดของรายการ




ที่ทำให้เมืองไทยสนใจเรื่องสื่อสำหรับเด็กมากขึ้น หรือการมีระเบียบให้จัดช่วงเวลารายการสำหรับเด็ก รวมถึงการเกิดขึ้นของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)ปัจจุบัน จะมีประกาศของ กสทช. ให้สถานีโทรทัศน์ฟรีทีวีระบบดิจิตอลทุกช่องต้องมีรายการเด็กและครอบครัวทุกวัน อย่างน้อยวันละ 60 นาที แต่ในความเป็นจริง กลับไม่ใช่เช่นนั้น แม้แต่ในช่องทีวีหมวดหมู่เด็ก เยาวชน และครอบครัวเอง ก็ไม่สามารถมีพื้นที่ให้รายการเด็กของไทยมากอย่างที่หวัง ยิ่งเมื่อโทรทัศน์ต้องต่อสู้แข่งขันในทางธุรกิจที่สูงมาก รายการสำหรับเด็กจึงยิ่งมีสัดส่วนและพื้นที่น้อยลงเรื่อย ๆ
ทางด้านตัวแทนผู้ปกครอง คุณดวงรัตน์ แซ่จิว ซึ่งเป็นคุณแม่หนึ่งท่านได้ให้ความเห็นว่า ในมุมมองของผู้ปกครองหรือคนเป็นแม่ อย่างแรกเลยเราต้องการให้ลูกของเราเติบโตมาเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพ อยากให้ลูกอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี รวมไปถึงการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ซึ่งเวลาว่างของเด็กในปัจจุบันนี้ก็คือการใช้สื่อโซเชี่ยลมีเดียต่างๆเป็นหลัก ซึ่งปัจจุบันนี้พบว่าสื่อทางช่องทางเหล่านี้ ไม่ได้มีการคัดกรองที่ดีเท่าที่ควร เด็กได้รับแต่ภาพที่มีความรุนแรง ทัศนคติที่ค่อนข้างเป็นลบ เพราะฉะนั้นเราคิดว่า การมีสื่อที่ดีสำหรับเด็กผ่านช่องทางโทรทัศน์ ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีมาก เพราะอย่างน้อยเด็กจะได้ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ รวมไปถึงอยู่ในสายตาของผู้ปกครอง พร้อมทั้งการมีพัฒนาการที่ดีอย่างถูกต้องและสร้างสรรค์ ทำให้มองย้อนกลับไปถึงตัวเอง
สำหรับการจัดงานเวทีสาธารณะในครั้งนี้ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะทำให้คนในสังคมตระหนักถึงวิกฤติของสื่อเด็กในฐานะวาระสำคัญของชาติ และร่วมกันขับเคลื่อนให้เกิดการขยายพื้นที่สื่อสร้างสรรค์สำหรับเด็กและเยาวชนที่ยั่งยืนได้อย่างแท้จริงในสังคมไทย



