องค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (TBCSD) ร่วมกับ สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) ผนึกกำลังร่วมกับภาครัฐและองค์กรสมาชิกที่เป็นภาคธุรกิจไทยชั้นแนวหน้าของประเทศไทยที่เป็นผู้นำด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนได้จัดงานสัมมนาวิชาการ “บทบาทภาคธุรกิจไทย TBCSD ในการร่วมขับเคลื่อนแก้ไขปัญหา PM2.5” ณ ห้องประชุมสวนสน ชั้น 6 บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) อาคาร ENCO B กรุงเทพฯ และ ผ่านทาง Facebook Live เพจของสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI)
องค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (TBCSD) ร่วมกับ สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) ผนึกกำลังร่วมกับภาครัฐและองค์กรสมาชิกที่เป็นภาคธุรกิจไทยชั้นแนวหน้าของประเทศไทยที่เป็นผู้นำด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนได้จัดงานสัมมนาวิชาการ “บทบาทภาคธุรกิจไทย TBCSD ในการร่วมขับเคลื่อนแก้ไขปัญหา PM2.5” ณ ห้องประชุมสวนสน ชั้น 6 บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) อาคาร ENCO B กรุงเทพฯ และ ผ่านทาง Facebook Live เพจของสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI)
ภายในช่วงการเสวนา หัวข้อ “บทบาทภาครัฐและภาคเอกชนไทย TBCSD ในการร่วมขับเคลื่อนแก้ไขปัญหา PM2.5” โดยผู้บริหารทั้งจากภาครัฐและภาคเอกชนชั้นนำ มาร่วมเป็นวิทยากรเพื่อร่วมนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับภาพรวม บทบาทภาครัฐและภาคเอกชนไทย TBCSD ในการร่วมขับเคลื่อนแก้ไขปัญหา PM2.5 และต้นทุนของสังคมไทยจากมลพิษทางอากาศและแนวทางแก้ไขปัญหาด้วยความร่วมมือจากภาคธุรกิจไทย รวมทั้ง การสื่อสารข้อมูลและการเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้องเชื่อถือได้ของประชาชน ดังนี้
ดร.ปิ่นสักก์ สุรัสวดี อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ กล่าวว่า “รัฐบาลได้มีการกำหนดนโยบายและขับเคลื่อน การดำเนินงานการแก้ไขปัญหา PM2.5 ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 และได้กำชับให้ทุกหน่วยงานบูรณาการและเข้มงวดการปฏิบัติตามแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ “การแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง” และแผนเฉพาะกิจเพื่อการแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง ปี 2566 ตามกรอบ “สื่อสารเชิงรุก ยกระดับปฏิบัติการ สร้างการมีส่วนร่วม” ซึ่งปีนี้ ให้มีการมุ่งเน้นลดมลพิษที่แหล่งกำเนิดหลักใน 3 พื้นที่ ได้แก่ 1.พื้นที่เมือง 2.พื้นที่ป่า และ 3. พื้นที่เกษตรกรรม ควบคู่ไปกับมาตรการติดตาม เฝ้าระวังสถานการณ์ การยกระดับการประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ให้กับประชาชน และการประสานความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อลดผลกระทบจากหมอกควันข้ามแดน รวมถึงติดตามและประเมินสถานการณ์ ซึ่งจะมีการยกระดับมาตรการเมื่อสถานการณ์อยู่ในระดับวิกฤต ทั้งนี้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมควบคุมมลพิษ จะนำเสนอคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติพิจารณายกระดับปฏิบัติการตามมาตรการเร่งด่วน และมาตรการระยะยาวตามที่ได้เสนอ และขอให้ทุกหน่วยงานทำงานร่วมกันอย่างเป็นเอกภาพในมาตรการที่กำหนดร่วมกันให้เป็นผล เพื่อป้องกันและลดปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 ในสถานการณ์วิกฤต และช่วยบรรเทาสถานการณ์ที่จะส่งผลกระทบต่อประชาชน”


นายชาติวุฒิ วังวล ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ สำนักงานกองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า “ด้วยสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน (ฝุ่น PM2.5) ในปัจจุบัน ส่งผลอันตรายอย่างร้ายแรงต่อสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง และอาจเป็นสาเหตุหนึ่งของการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร สสส. จึงยกระดับปัญหาฝุ่น PM2.5 เป็นประเด็นเร่งด่วนที่มีความสำคัญอย่างยิ่งและขับเคลื่อนการแก้ไขผ่าน 4 ยุทธศาสตร์ ได้แก่ 1) พลังสังคม หนุนเสริมการแก้ไขปัญหาระดับภูมิภาคกับเครือข่ายสภาลมหายใจภาคเหนือ (สภน.) และนำแนวคิดเขตควบคุมมลพิษต่ำ Low Emission Zone มาใช้ในพื้นที่ของกรุงเทพมหานคร 2) พลังวิชาการ พัฒนาความรู้ เทคโนโลยี นวัตกรรม ข้อเสนอทางวิชาการกับศูนย์วิชาการเพื่อขับเคลื่อนการป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษอากาศ (ศวอ.) 3) พลังนโยบาย ผลักดันให้เกิดกฎหมายอากาศสะอาดเพื่อสุขภาพกับเครือข่ายอากาศประเทศไทย และนโยบายการบริหารจัดการเชื้อเพลิง (Burn Check) กับกรมควบคุมมลพิษ 4) การสื่อสารสังคม สร้างองค์ความรู้เพื่อตระหนักถึงปัญหาสุขภาพในพื้นที่เสี่ยง (ห้องเรียนสู้ฝุ่น) กับ กทม. อบจ. สพฐ. กว่า 120 โรงเรียนทั่วประเทศ แต่ปัญหาฝุ่น PM2.5 ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วย สสส. ภาครัฐ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพียงลำพัง ภาคประชาชน ภาคเอกชน ภาคธุรกิจ ต้องร่วมมือกัน จึงจะนำมาสู่การเปลี่ยนแปลง เกิดเป็นค่านิยมและพฤติกรรมใหม่ได้ โดยมีเป้าหมายที่จะหายใจอากาศสะอาด”
รองศาสตราจารย์ ดร.วิษณุ อรรถวานิช คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า “มลพิษทางอากาศส่งผลกระทบต่อสุขภาพอย่างมาก ทำให้ครัวเรือนไทยต้องสูญเสียค่าใช้จ่ายจากการรักษาอาการป่วย สูญเสียโอกาสในการทำงาน และอื่น ๆ งานวิจัยพบว่า มูลค่าความเสียหายจาก PM2.5 ต่อครัวเรือนไทยในปี 2562 สูงถึง 2.173 ล้านบาท โดยกรุงเทพฯ พบมูลค่าความเสียหายมากที่สุดถึง 4.36 แสนล้านบาท งานศึกษายังพบว่ามลพิษทางอากาศก่อให้เกิดผลกระทบเชิงลบกับธุรกิจ เช่น ผลิตภาพของพนักงานลดลงทั้งในสำนักงานและกลางแจ้ง ผู้บริโภคใช้จ่ายน้อยลงในวันที่มลพิษทางอากาศสูง เป็นต้น เพื่อลดต้นทุนของสังคมไทยจาก PM2.5 ควรมีมาตรการ ดังนี้ ในภาคยานยนต์ : 1) ควรปรับโครงสร้างภาษีรถยนต์ใหม่เพื่อระบายสต็อครถเก่าและเพิ่มมาตรการเข้มงวดกับรถเก่า; 2) ในภาคเกษตร ควรเพิ่มมาตรการลดเผาในข้าวและข้าวโพด; ส่งเสริมตลาดเช่าบริการเครื่องจักรกลการเกษตร; สนับสนุนการสร้างมูลค่าเพิ่มและใช้เศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ในภาคป่าไม้ ควรให้เงินช่วยเหลือแบบมีเงื่อนไขพร้อมความรู้ในการทำวนเกษตรแทนการปลูกพืชไร่ สำหรับภาคอุตสาหกรรม ควรเร่งติดตั้งอุปกรณ์ตรวจวัดมลพิษที่ปลายปล่องทุกโรงงาน และพัฒนาระบบฐานข้อมูลการปล่อยมลพิษของทุกโรงงานในพื้นที่ให้ชุมชนเข้าถึงได้”

นายจักรวาล เพิ่มญาณวรรธนะ ผู้ชำนาญการฝ่ายแผนกลยุทธ์และความยั่งยืน บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “สถานการณ์ของฝุ่น PM2.5 ในประเทศไทยมีแนวโน้มทวีความรุนแรงมากขึ้นทุกปี ส่งผลกระทบต่อสุขภาพทั้งในระยะสั้นและระยะยาว IRPC ตระหนักถึงความสำคัญและความรุนแรงของปัญหาดังกล่าว จึงได้กำหนดมาตรการทั้งในระดับการเฝ้าระวัง อาทิ มีการรายงานคุณภาพอากาศแบบเรียลไทม์จากสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศของไออาร์พีซี จังหวัดระยอง ผ่าน application IRPC Air สำหรับชุมชนและพนักงานโดยรอบเขตประกอบการฯ มีการแจ้งเตือนสถานการณ์ความเสี่ยงต่อสุขภาพ และอนุญาตให้พนักงาน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง สามารถ work from home ได้ นอกจากนี้ มาตรการระยะยาว บริษัทฯ ได้ปรับเปลี่ยนไปใช้เชื้อเพลิงสะอาด เพิ่มพื้นที่ป่าเพื่อเป็นแหล่งดูดซับมลพิษทางอากาศ รวมทั้งปรับปรุงประสิทธิภาพกระบวนการผลิต เพื่อยกระดับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมให้กับประเทศ ส่งมอบอากาศที่บริสุทธิ์ให้แก่สังคม เพราะ IRPC เชื่อมั่นว่าการเข้าถึงอากาศสะอาดเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ทุกคนควรได้รับ บริษัทฯ พร้อมสนับสนุนความร่วมมือกับทุกภาคส่วนในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ซึ่งสอดคล้องกับปณิธานการดำเนินธุรกิจของ IRPC ที่มุ่งมั่นสร้างการเติบโตควบคู่ไปกับการดูแลสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืน”

จากนั้น ดร.วิจารย์ สิมาฉายา เลขาธิการองค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (TBCSD) และ ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) ได้มีการนำเสนอบทสรุปและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับมาตรการแก้ไขปัญหา PM2.5 จากกลุ่ม TBCSD ที่จะนำไปขับเคลื่อนและเสนอแนะหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาคทรัพยากร ภาคคมนาคม ภาคอุตสาหกรรม ภาคเกษตร และการสร้างการรับรู้แก่ประชาชน อันนำไปสู่การผลักดันนโยบายที่เป็นธรรมกับทุกภาคส่วน เพื่อนำไปสู่แนวปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมและเกิดผลสัมฤทธิ์ในการจัดการ PM2.5 ของประเทศต่อไปและท้ายสุดหลังจากจบงานในครั้งนี้ องค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (TBCSD) และสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) จะดำเนินการสรุปผลข้อมูลภาพรวมของงานฯ เพื่อถ่ายทอดออกมาเป็นองค์ความรู้เกี่ยวกับการยกระดับมาตรฐานขององค์กรภาคธุรกิจไทยในการร่วมผลักดันนโยบายที่เป็นธรรมกับทุกภาคส่วน เพื่อนำไปสู่แนวปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมในการจัดการ PM2.5 ของประเทศ